Raising Allah-Centric : Infants & Toddlers

การเลี้ยงดูลูกให้มีความผูกพันกับอัลลอฮฺ clip_image002[4]: วัยแบเบาะ – วัยเตาะแตะ

แปลจากบทความ “Raising Allah-Centric Infants and Toddlers”

เขียนโดย : Ruhaifa Adil

แปลโดย : Metinee Adam ( เมทินี อาดัม)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ปราณียิ่ง บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกให้มีความผูกพันธ์กับอัลลอฮฺ clip_image003[4] โดยในบทนี้จะขอกล่าวถึงวัยแบเบาะจนถึงวัยเตาะแตะ ซึ่งเป็นวัยที่สามารถวางพื้นฐานความเข้าใจในอิสลามให้กับเด็กได้

เด็กที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้น ลมหายใจแรกของเด็กช่างบริสุทธิ์และเกิดมาโดยมีพื้นฐานของการนับถือพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ดังเช่น ท่านนบีมูฮัมหมัด ﷺ ได้กล่าวว่า “เด็กทุกคนนั้นเกิดมาตามธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อแม่ของเขานั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นยิว เป็นคริสต์ หรือเป็นพวกบูชาไฟ” บันทึกโดย มุสลิม.

อัลลอฮฺ clip_image004[4] ได้สร้างพวกเราทั้งหลายไว้สำหรับการเคารพบูชาพระองค์เท่านั้น และของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในฐานะพ่อแม่ที่จะสามารถมอบให้กับลูกรักได้นั่นก็คือทางที่เที่ยงแท้ ทางของผู้ศรัทธาที่เกิดมาเพื่อกราบไหว้และเคารพบูชาเฉพาะพระองค์เท่านั้นตั้งแต่วินาทีแรกของลมหายใจจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในช่วงวัยแบเบาะจนถึงวัยเตาะแตะนั้นถือเป็นช่วงของชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุด ปราศจากบาป ความคิดร้ายต่างๆ และเป็นช่วงชีวิตที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มปลูกฝังแนวทางที่ถูกต้องให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เติบโตสืบไป

ในบทความนี้ได้เสนอถึงแนวความคิดที่พ่อแม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงดูเด็กในวัยนี้เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้สร้าง เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาและสามารถก้าวข้ามผ่านบททดสอบด้วยความเข็มแข็งในความศรัทธาที่เด็กๆมีต่อพระเจ้าของพวกเขา

10444005_10151996501167168_1269807590483092688_n

1. การฟังอัลกุรอ่าน

เป็นการทำให้ลูกๆของเราเกิดความคุ้นเคยกับอัลกุรอ่าน โดยพ่อแม่สามารถเปิดอัลกุรอ่านให้ลูกฟังได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาตื่นตัวมากเป็นพิเศษ และอีกเวลาที่พ่อแม่ไม่ควรพลาดในการให้ลูกฟังอัลกุรอ่านคือในขณะที่พวกเขากำลังดื่มนมทั้งที่เป็นการดื่มนมแม่จากเต้าหรือนมจากขวดก็ตาม เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวเด็กจะรู้สึกถึงความปลอดภัย ความสบายใจ ทำให้พวกเขาเชื่อมโยงความรู้สึกขณะเวลานั้นกับการฟังอัลกุรอ่าน หรือแม้แต่กระทั่งขณะเดินทาง พ่อแม่ก็สามารถเปิดอัลกุรอ่านให้ลูกๆ ฟังได้ และผลจากการเปิดอัลกุรอ่านให้ลูกฟังเป็นประจำจะทำให้พวกเขาสามารถจดจำและท่องอัลกุรอ่านได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้แล้วการทำให้หัวใจของพวกเขาเชื่อมโยงโดยตรงกับอัลกุรอ่านนั้นยังนำมาซึ่งความสุขกาย สบายใจอย่างที่ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้

RPENN_expressyourself-ribbon4

2. การพูดถึงอัลลอฮฺ clip_image004[5]

การที่พ่อแม่พูดถึงอัลลอฮฺให้กับลูกในวัยนี้ฟัง โดยกล่าวถึงการเป็นพระเจ้าเพียงองค์พร้อมทั้งชูนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวขึ้นมา เพื่อประกอบและเน้นความสำคัญให้เด็กๆ ได้ดูในขณะฟังพ่อแม่พูดถึงอัลลอฮฺ clip_image004[5] นั้น ถึงแม้เด็กในวัยนี้อาจจะยังไม่สามารถเข้าใจความหมายโดยนัยยะได้ แต่พวกเขาจะซึมซับเอาความรู้สึกได้ถึงความมั่นคงและพวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเฉกเช่นเดียวกับการจะปลูกเมล็ดพันธุ์พืชใดๆ ลงดิน เมล็ดพันธุ์นั้นๆ จะเติบโตได้ต้องอาศัยดินที่ดีมีความอุดมสมบูรณ์ มีความพร้อมนั่นเอง

RPENN_expressyourself-ribbon43. การให้ทุกคำพูดของเขาเชื่อมโยงถึงผู้สร้าง พ่อแม่มีหน้าที่ที่จะต้องสั่งสอนให้ลูกๆ พูดคำสำคัญต่างๆ เช่น “อัลลอฮุอักบัร” ( อัลลอฮฺยิ่งใหญ่) หรือ “ซุบฮานัลลอฮฺ” (มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน) แทนที่คำว่า “ว้าว” หรือ “โอโห้” และพูดคำว่า “ญะซากัลลอฮฺ คอยร็อน” แทนที่คำว่า “ขอบคุณ” ซึ่งนี่เป็นวิธีการที่แยบยลในการให้พวกเขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาเองกับพระเจ้า ทำให้ทั้งคำพูดและความคิดของพวกเขาผูกพันกับพระเจ้ามากขึ้น เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพระองค์อัลลอฮฺ clip_image005 และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ

RPENN_expressyourself-ribbon44. ความรักจากพระเจ้า การทำให้เด็กๆ รับรู้ถึงความรักที่พระองค์อัลลอฮฺ clip_image006 มีต่อพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่สมควรพูดและบอกกล่าวแก่เด็กๆในวัยนี้ให้พวกเขาได้รู้ว่า “อัลลอฮฺรักพวกเขา” โดยที่พ่อแม่ควรพูดซ้ำๆ และเน้นย้ำให้เด็กๆฟัง โดยเฉพาะตอนที่เด็กๆ ในวัยนี้ทำในสิ่งที่น่าชื่นชมเพื่อให้พวกเขาซึมซับว่านี่เป็นการกระทำที่อัลลอฮฺ clip_image006[1] ทรงพึงพอพระทัย และให้ลูกๆกล่าว ขอบคุณอัลลอฮฺ clip_image007 ทุกครั้งที่ได้รับสิ่งของต่างๆ เพื่อให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความรักที่อัลลอฮฺ clip_image006[2] มีต่อพวกเขาอย่างมากมายนั่นเอง สายใยที่พ่อแม่สร้างขึ้นระหว่างลูกกับพระเจ้าในวัยนี้ยิ่งก่อตัวแข็งแรงมากขึ้นเท่าไรนั้น ยิ่งส่งผลให้การเชื่อในพระเจ้าหยั่งรากลึกและมั่นคงมากขึ้นในวันที่เขาเติบโตมากกว่าตอนนี้ และเมื่อพวกเขาเติบโตและได้พานพบกับบททดสอบและปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต พวกเขาก็จะสามารถยืนหยัดและผ่านพ้นมันไปได้ เพราะพวกเขามีความเชื่อมั่นและมีสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับผู้สร้างนั่นเอง แต่ในทางกลับกันสำหรับวัยแบเบาะจนถึงวัยเตาะแตะนี้ยังไม่สมควรที่จะพูดหรือกล่าวถึง “ความกริ้วโกรธหรือบทลงโทษจากอัลลอฮฺ clip_image006[3]” ให้กับเด็กวัยนี้ฟัง เนื่องจากวัยนี้ยังเป็นวัยที่จิตใจเติบโตได้ด้วยความรักและยังไม่เข้าใจหลักเหตุผลมากนัก ในส่วนของบทลงโทษพ่อแม่สามารถสั่งสอนอบรมได้เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมากพอที่จะเข้าใจเหตุและผลจากการกระทำแล้ว

RPENN_expressyourself-ribbon45. ความรักจากท่านนบี ﷺ ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าฉันจะกลายเป็นคนที่เขารักมากกว่าผู้ให้บังเกิดของเขาและลูกของเขา” ( บันทึกโดย บุคอรี) อาจจะเป็นการยากสำหรับการทำให้เด็กรับรู้ถึงความรักของท่านนบี ﷺ ที่มีต่อเด็กๆ และความรักที่เด็กๆ มีต่อท่านนบี ﷺ ในวัยนี้

แต่วัยนี้แหละที่เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวางรากฐานให้เด็กๆเข้าใจแนวความคิดนี้เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น โดยพ่อแม่สามารถทำได้โดย เมื่อลูกๆทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง เช่น การแบ่งปันสิ่งต่างๆ เช่น อาหาร, ของเล่น หรือการเชื่อฟังสิ่งที่พ่อแม่บอกกล่าว พ่อแม่ก็สามารถชื่นชมหรือบอกกับลูกว่า “สิ่งที่ลูกทำนี้ เหมือนกับที่ท่านนบี ﷺ ได้ทำหรือปฏิบัติไว้เลย” และสามารถบอกกล่าวลูกๆ ว่า “สิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่นี้ ท่านนบี ﷺ ไม่ได้ทำแบบนี้นะคะ/ครับ” เมื่อเวลาที่ลูกทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ถูกต้อง

RPENN_expressyourself-ribbon46. นำเอาจริยวัตรที่งดงามของท่านนบีมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน “จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด)ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ clip_image006[4] ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺ clip_image006[5] ก็จะทรงรักพวกท่าน…”  (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะฮฺที่ 31 )

สำหรับการนำเอาจริยวัตและสิ่งที่ท่านนบียึดถือปฏิบัติในแต่ละวันมาใช้กับเด็กในวัยนี้ไม่ถือเป็นการเร่งเรียนเร่งรู้จนเกินวัย และสามารทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • · การอ่านดุอากินนมก่อนที่จะให้เด็กได้ดื่มนม
  • · การกล่าว “﷽” ก่อนที่จะเริ่มมื้ออาหาร หรือเริ่มทำอะไรก็ตาม
  • · การกล่าวดุอาหลังอาหาร
  • · ดุอาในการสวมใส่ / ถอดเสื้อผ้า
  • · ดุอาเมื่อขึ้นบนยานพาหนะ
  • · ดุอาเข้าและออกจากบ้านหรือห้องน้ำ
  • · การให้ลูกเริ่มใส่รองเท้าด้วยเท้าขวา
  • · การให้ลูกพูดคำว่า “อัลฮัมดุลิลละฮฺ” เมื่อเวลาที่พวกเขาจาม

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะหยั่งรากลึกและกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวลูกๆของพวกเรา และทำให้พวกเขามีความมั่นคงในศาสนาเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

7. การพูดถึงสวรรค์ พ่อแม่มีหน้าที่ต้องพูดถึงเรื่องของสวรรค์ให้เป็นสิ่งที่เด็กวัยนี้สามารถจับต้องได้ กล่าวคือ พูดให้เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับวัยของเด็กๆในวัยนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสวรรค์เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขสนุกสนานเช่น ของเล่น หรือ ช็อกโกแลต หรือแม้แต่อาจจะต้องเปรียบเทียบให้พวกเขาสามารถนึกภาพตามได้ โดยการเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างสถานที่ที่พวกเขาชอบไป เป็นต้น

8. การให้ลูกรับรู้ถึงการประกอบศาสนกิจต่างๆ พ่อแม่สามารถพูดคุยกับลูกถึงเรื่องของการประกอบศาสนกิจต่าง ๆ หรือสามารถนำเอาภาพสถานที่สำคัญๆทางศาสนา เช่น กะบะฮฺ, มัสยิดนบี, หินดำหรือรูปผู้คนขณะประกอบศาสนกิจ เช่น ผู้คนในขณะถือครองอิหรอม เป็นต้น ในวัยนี้การที่เราใช้รูปภาพในการอธิบายสิ่งต่างๆ จะช่วยให้เด็กๆ เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และในฐานะพ่อแม่เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ลูกมีส่วนร่วมในการประกอบศาสนกิจนั้นๆ เช่น การละหมาดโดยอาจจะหาผ้าปูละหมาดผืนเล็กๆ เพื่อเป็นการจูงใจให้เด็กๆ เกิดความต้องการที่จะทำการละหมาดร่วมกันนั่นเอง นอกจากนั้นยังทำให้เด็กๆ สามารถเลียนแบบท่าทางการละหมาดได้อีกด้วย

9. การเล่าเรื่องศาสนาให้ฟังแล้วเข้าใจง่าย ในช่วงวัยแบเบาะจนถึงช่วงที่ลูกเริ่มตั้งไข่ เดินเตาะแตะนั้น เป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่จะปลูกฝังเรื่องศาสนาโดยผ่านเรื่องเล่าทั้งที่เป็นเรื่องเล่าจากอัลกุรอ่าน เรื่องราวของท่านนบีต่างๆ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรคำนึงคือการพยายามทำให้เรื่องราวที่เล่านั้นมีความง่ายสำหรับเด็กในการทำความเข้าใจ ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นที่จะต้องให้รับรู้ถึงแก่นทางจริยธรรมของเรื่องมากนักในวัยนี้ แต่ให้เขาได้ซึบซับเรื่องราวที่เรียบง่ายและการใช้ภาษาที่สวยงาม เพื่อที่เขาจะได้สามารถจดจำคำศัพท์ต่างๆที่ได้ฟัง มาใช้ในการพูดต่อไป นอกจากนี้วิธีที่สามารถทำได้ในการเล่าเรื่องให้เด็กๆ ฟังคือการให้เขาสามารถเชื่อมโยงสัญลักษณ์หรือจุดเด่นของแต่ละเรื่องให้ถูกต้อง เช่น เรือและสัตว์เป็นคู่ๆ กับท่านนบีนูห์ clip_image009 , วาฬกับท่านนบียูนุซ clip_image009[1] และเมื่อเด็กๆ มีความคุ้นชินกับเรื่องดังกล่าว เมื่อเขาเติบโตขึ้น พ่อแม่จะพบว่าเด็กๆเหล่านั้นจะสามารถเข้าใจถึงแก่นทางจริยธรรมที่มีอยู่ในแต่ละเรื่องที่เขาเข้าใจเนื้อเรื่องโดยรวมได้อย่างง่ายดาย มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นมาก่อนเลย

ในฐานะพ่อแม่ การเป็นต้นแบบที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตและให้มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตัวเด็กกับผู้สร้าง บทบาทที่พ่อแม่ดำเนินในแต่ละวันส่งผลและมีอิทธิพลต่อลักษณะของเด็กแต่ละคนในการเติบโตขึ้นของเขา และการสอนให้เขามีความผูกพันกับผู้สร้างนั้นเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ทุกคนไม่สามารถลืมหรือบ่ายเบี่ยงที่จะกระทำได้

ท้ายสุดนี้ขอวิงวอนต่อพระองค์อัลลอฮฺให้ได้โปรดประทานความช่วยเหลือพ่อแม่ทุกท่านในการเลี้ยงดูลูกๆ ด้วยความศรัทธาและทำให้เด็กๆมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สร้างและอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง อามีน

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในการแปลเป็นภาษาไทยโดยทางลายลักษณ์อักษร ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ยินดีให้สามารถแบ่งปันบทความได้ในรูปแบบของเว็บบล็อก ( Web Blog) โดยห้ามมิให้มีการแบ่งปันในรูปแบบไฟล์เอกสาร และห้ามมิให้มีการใช้ในทางการค้าโดยเด็ดขาด

บทความต้นฉบับ : http://blog.iiph.com/raising-allah-centric-infants-and-toddlers/

Advertisements

2 thoughts on “Raising Allah-Centric : Infants & Toddlers

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s